แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - panne rattana

หน้า: [1] 2 3 ... 23
1
สุขภาพที่ดีใคร ๆ ก็อยากมี แต่วิถีการใช้ชีวิตในปัจจุบันมีสิ่งยั่วยุต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน การเสพสื่อโซเชียล ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นต้นเหตุที่ทำให้สุขภาพของเราทรุดโทรมทั้งนั้น ดังนั้นผมจึงมีวิธีสร้างสุขภาพดีง่าย ๆ ที่อยากบอกต่อ ซึ่งหากคุณสาว ๆ ได้ทำตามล่ะก็ รับรองเลยว่า สุขภาพจะดีขึ้นแน่นอน

1. การเลือกรับประทานอาหาร
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า อาหารเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อร่างกาย การจะเกิดผลดีหรือผลเสียนั้น ขึ้นอยู่กับการเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม เพราะร่างกายจะนำไปพัฒนาและซ่อมแซมในส่วนต่าง ๆ ควรลดอาหารที่มีแคลอรีสูง ของทอด ปิ้ง-ย่าง หรืออาหารที่มีไขมันเยอะ เพราะหากร่างกายเผาผลาญไม่หมดก็จะกลายเป็นไขมันสะสมในร่างกายในที่สุด ทางที่ดีควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม เลือกรับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์

2. บริหารสมอง
การบริหารสมองก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดีได้ ลองหาเกมฝึกสมองมาเล่น เช่น เกมอักษรไขว้ เกมจำตำแหน่งภาพ เกมจับผิด เกมซูโดกุ หรือเกมหมากรุกจีน เป็นต้น ควรหันมารับประทานผลไม้พวก ส้ม องุ่น เบอร์รี่ให้มากขึ้นด้วย เพราะผลไม้จำพวกนี้มีสารช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดอาการหลง ๆ ลืม ๆ ได้ หรือการหัวเราะก็ช่วยให้เลือดไหลเวียนดียิ่งขึ้น เพราะร่างกายจะหลั่งสารเคมีในระบบประสาทที่ทำให้ผ่อนคลาย ซึ่งจะส่งผลดีทั้งร่างกาย จิตใจ อีกทั้งคนรอบข้างก็จะมีความสุขตามไปด้วย

3. พักสายตาจากการเสพสื่อโซเชียล
ทุกวันนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหนหรือทำอะไรก็ต้องถ่ายรูป แชร์ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ไม่ให้พลาดเหตุการณ์สำคัญ ๆ ซึ่งถ้าใช้ในปริมาณที่เหมาะสมก็จะให้ผลดีแก่เรา แต่ถ้าใช้มากเกินไปนอกจากจะทำให้เป็นคนติดโซเชียลแล้ว ยังอาจทำให้กล้ามเนื้อดวงตาเมื่อยล้า หรือตาแห้งเพราะต้องคอยจ้องอยู่ที่หน้าจอเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดอาการเบลอ สายตาพร่ามัว หรือสายตาสั้นได้ ทางที่ดีควรพักสายตา และบริหารดวงตาของเราด้วย เช่น กระพริบตา กลอกตาไปมาเพื่อป้องกันตาแห้ง หรือมองไปยังวัตถุที่อยู่ไกล ก็จะช่วยให้ผ่อนคลายดวงตาลงได้ และถ้าลดโซเชียลลงบ้าง ก็จะทำให้ไม่ต้องเครียดจากการเสพข่าว สุขภาพจิตดีขึ้น


สุขภาพดีสร้างได้ กับ 5 วิธี ทำตามแล้วเปลี่ยนชีวิตเลย คลิ๊กที่นี่ https://www.plawharn.com/category/health/

2
"   อภิสิทธิ์เหนือใคร อิสระแห่งการใช้จ่ายเหนือระดับกับบัตรเครดิตที่ให้คุณได้มากกว่า ทั้งคะแนนสะสมทุกการใช้จ่ายผ่านบัตร และให้คะแนนทวีคูณจากหลายหมวด อีกทั้งยังได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ มากมาย   "

สิทธิประโยชน์หลักของบัตร (ไม่กำหนดระยะเวลา)

คะแนนสะสม T-Rewards รายการคะแนนสะสมจากการชำระค่าสินค้า และบริการผ่านบัตรฯ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อใช้แลกของกำนัลฟรี หรือแลกเงินคืนเข้าบัญชีบัตรเครดิต
- ทุกๆ 25 บาท รับคะแนนสะสม 4 คะแนน (6.25 บาท = 1 คะแนน) สำหรับการใช้จ่ายในหมวดต่างประเทศ
- ทุกๆ 25 บาท รับคะแนนสะสม 3 คะแนน (8.33 บาท = 1 คะแนน) สำหรับการใช้จ่ายในหมวดท่องเที่ยว
- ทุกๆ 25 บาท รับคะแนนสะสม 2 คะแนน (12.50 บาท = 1 คะแนน) สำหรับการใช้จ่ายในหมวดร้านอาหาร
- ทุกๆ 25 บาท รับคะแนนสะสม 1 คะแนน (25.00 บาท = 1 คะแนน) สำหรับการใช้จ่ายในหมวดอื่นๆ
รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 2.5% เมื่อเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันที่ร่วมรายการ ผ่านบัตรเครดิตธนชาต ภายใน 2 รอบบัญชี นับจากวันที่ทำรายการ
- รับเครดิตเงินคืน 2.1% ของยอดค่าใช้จ่ายน้ำมัน เมื่อมียอดชำระน้อยกว่าหรือเท่ากับ 5,000 บาท พร้อมรับคะแนนสะสม T-Rewards 0.4%
- รับเครดิตเงินคืน 1% ของยอดค่าใช้จ่ายน้ำมัน เมื่อมียอดชำระตั้งแต่ 5,001 - 10,000 บาท พร้อมรับคะแนนสะสม T-Rewards 0.4%
แบ่งชำระรายเดือน ดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 6 เดือน เปลี่ยนทุกยอดใช้จ่ายบัตรเครดิต สำหรับยอดใช้จ่ายเป็นสกุลเงินต่างประเทศเป็นยอดแบ่งจ่ายรายเดือน 0% นาน 6 เดือน
บริการห้องพักรับรองพิเศษ Miracle Lounge รับความสะดวกสบายกับเอกสิทธิ์ในการเข้าใช้บริการห้องพักรับรองพิเศษ Miracle Lounge 1 ครั้งต่อปีปฏิทิน ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือท่าอากาศยานดอนเมือง โดยบัตรหลัก บัตรเสริม และผู้ติดตาม สามารถใช้สิทธิ์ร่วมกัน กรณีที่ใช้บริการเกินที่กำหนด ผู้ถือบัตรฯ จะต้องรับผิดชอบค่าบริการเพิ่มเติมด้วยตนเองตามอัตราที่ผู้ให้บริการเรียกเก็บกับผู้ถือบัตร หรือสามารถแลกคะแนนสะสมT-Rewards ในการเข้าใช้ห้องรับรองพิเศษได้ ดังนี้


สมัครบัตรเครดิตธนชาต บลู ไดมอนด์ คลิ๊กที่นี่ https://www.checkraka.com/price/credit-card-2-77/บัตรเครดิตธนชาต-บลู-ไดมอนด์-วีซ่า-ซิกเนเจอร์-Blue-Diamond-Visa-Signature-ธนาคารธนชาต-Thanachart-1448034/

3
สกายไลท์ (Skylight) เป็นสิ่งจำเป็นที่ควรติดตั้งภายในบ้าน เพราะมันช่วยทำให้บ้านดูสว่าง กว้างขึ้น ปลอดโปร่ง และระบายอากาศได้ดี จุดที่ควรติดตั้งช่องแสงสกายไลท์ ได้แก่ โถงบันได ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ ฯลฯ เพราะจุดเหล่านี้ล้วนเป็นจุดที่ต้องการแสงสว่างมากพอสมควร

บ้านมืด บ้านชื้น อับ มืด ทึบ ดูไม่ปลอดโปร่ง ไม่น่าอยู่ ปัญหาเหล่านี้น่าจะเกิดจากแสงสว่างภายในบ้านไม่เพียงพอ ดังนั้น เวลาเราสร้างบ้านสิ่งหนึ่งที่จำเป็นไม่แพ้จุดอื่นๆ เลยก็คือ ช่องแสง หรือที่เรียกว่า สกายไลท์ ว่าแต่มันคืออะไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไร แล้วจุดไหนของบ้านที่ควรติดตั้งช่องแสงบ้าง ไปดูกันค่ะ

Skylight คืออะไร?

ตามชื่อของมันเลยค่ะ “แสงสว่างจากท้องฟ้า” โดยเราอาจจะเจาะหลังคาหรือเพดาน แล้วใส่วัสดุโปร่งใสเข้าไปเพื่อให้แสงส่องผ่านเข้ามาในบ้าน ข้อควรระวังสำหรับสกายไลท์ คือ ต้องใช้บริการบริษัทที่ชำนาญในการติดตั้ง ไม่อย่างนั้นอาจจะเจอปัญหาฝนรั่วได้ และหากติดตั้งในพื้นที่ที่ทำความสะอาดยาก จนทำให้มีฝุ่นเขรอะ สกปรก ก็จะส่งผลให้ลดปริมาณแสงที่เข้ามาอีกด้วย ดังนั้นลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนติดตั้ง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องการดูแลในภายหลัง

ข้อดีของการติดตั้ง Skylight

• เพิ่มแสง ทำให้จุดอับ หรือมุมมืดของบ้านสว่างขึ้น โดยแทบจะไม่ต้องเปิดไฟ เพราะใช้พลังงานธรรมชาติแทนไฟฟ้า

• ช่วยระบายอากาศ โดยปกติสกายไลท์จะมีแบบที่เปิดออกได้ ซึ่งจะช่วยระบายความร้อนออกจากตัวบ้าน และปล่อยให้แสงแดดส่องเข้าสู่ภายในบ้าน เพื่อช่วยลดความอับชื้น รวมถึงฆ่าเชื้อโรคในห้องต่างๆ

• ทำให้บ้านดูโปร่งและกว้างขึ้น หากทำช่องแสงขนาดใหญ่ จะช่วยทำให้บ้านดูโปร่งสบายตา และกว้างขึ้น วัสดุโปร่งแสงช่วยเปิดวิสัยทัศน์ให้บ้าน ทำให้คนที่อยู่ภายในสามารถรับบรรยากาศภายนอกได้ด้วย

จุดสำคัญที่ควรติดช่องแสง Skylight

1. โถงเหนือบันได

บางบ้านเป็นทางเดินแคบ มีผนังกั้นปิด ทำให้บริเวณนี้มืดจนต้องเพิ่มแสงไฟเข้าไป เพื่อความปลอดภัยขณะเดินขึ้นลง แต่ปัญหานี้จะหมดไปเมื่อเจาะช่องแสงให้โปร่งสว่าง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งานมากขึ้น ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ แถมยังลดการใช้ไฟฟ้าในจุดนี้ได้ด้วย

2. ห้องนั่งเล่น

ห้องนี้เป็นจุดรวมของสมาชิกในบ้าน ใช้งานค่อนข้างมาก จึงจำเป็นต้องมีแสงสว่างที่เพียงพอ การจัดสรรปันส่วนให้ห้องนี้ได้รับแสงที่พอเหมาะ จะทำให้ห้องดูโล่ง และรู้สึกสบายตา หากติดช่องแสงบริเวณนี้ ควรดูปริมาณของแสง รวมถึงทิศทางที่แสงตกกระทบด้วย เพราะถ้าแสงเข้มบวกกับช่องแสงใหญ่เกินไป จะทำให้รู้สึกร้อน หรือแสบตาได้

7 จุดสำคัญของบ้านชั้นเดียว ที่ควรติดช่องแสงสกายไลท์ คลิ๊กที่นี่ สกายไลท์ (Skylight) เป็นสิ่งจำเป็นที่ควรติดตั้งภายในบ้าน เพราะมันช่วยทำให้บ้านดูสว่าง กว้างขึ้น ปลอดโปร่ง และระบายอากาศได้ดี จุดที่ควรติดตั้งช่องแสงสกายไลท์ ได้แก่ โถงบันได ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ ฯลฯ เพราะจุดเหล่านี้ล้วนเป็นจุดที่ต้องการแสงสว่างมากพอสมควร

บ้านมืด บ้านชื้น อับ มืด ทึบ ดูไม่ปลอดโปร่ง ไม่น่าอยู่ ปัญหาเหล่านี้น่าจะเกิดจากแสงสว่างภายในบ้านไม่เพียงพอ ดังนั้น เวลาเราสร้างบ้านสิ่งหนึ่งที่จำเป็นไม่แพ้จุดอื่นๆ เลยก็คือ ช่องแสง หรือที่เรียกว่า สกายไลท์ ว่าแต่มันคืออะไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไร แล้วจุดไหนของบ้านที่ควรติดตั้งช่องแสงบ้าง ไปดูกันค่ะ

Skylight คืออะไร?

ตามชื่อของมันเลยค่ะ “แสงสว่างจากท้องฟ้า” โดยเราอาจจะเจาะหลังคาหรือเพดาน แล้วใส่วัสดุโปร่งใสเข้าไปเพื่อให้แสงส่องผ่านเข้ามาในบ้าน ข้อควรระวังสำหรับสกายไลท์ คือ ต้องใช้บริการบริษัทที่ชำนาญในการติดตั้ง ไม่อย่างนั้นอาจจะเจอปัญหาฝนรั่วได้ และหากติดตั้งในพื้นที่ที่ทำความสะอาดยาก จนทำให้มีฝุ่นเขรอะ สกปรก ก็จะส่งผลให้ลดปริมาณแสงที่เข้ามาอีกด้วย ดังนั้นลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนติดตั้ง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องการดูแลในภายหลัง

ข้อดีของการติดตั้ง Skylight

• เพิ่มแสง ทำให้จุดอับ หรือมุมมืดของบ้านสว่างขึ้น โดยแทบจะไม่ต้องเปิดไฟ เพราะใช้พลังงานธรรมชาติแทนไฟฟ้า

• ช่วยระบายอากาศ โดยปกติสกายไลท์จะมีแบบที่เปิดออกได้ ซึ่งจะช่วยระบายความร้อนออกจากตัวบ้าน และปล่อยให้แสงแดดส่องเข้าสู่ภายในบ้าน เพื่อช่วยลดความอับชื้น รวมถึงฆ่าเชื้อโรคในห้องต่างๆ

• ทำให้บ้านดูโปร่งและกว้างขึ้น หากทำช่องแสงขนาดใหญ่ จะช่วยทำให้บ้านดูโปร่งสบายตา และกว้างขึ้น วัสดุโปร่งแสงช่วยเปิดวิสัยทัศน์ให้บ้าน ทำให้คนที่อยู่ภายในสามารถรับบรรยากาศภายนอกได้ด้วย

จุดสำคัญที่ควรติดช่องแสง Skylight

1. โถงเหนือบันได

บางบ้านเป็นทางเดินแคบ มีผนังกั้นปิด ทำให้บริเวณนี้มืดจนต้องเพิ่มแสงไฟเข้าไป เพื่อความปลอดภัยขณะเดินขึ้นลง แต่ปัญหานี้จะหมดไปเมื่อเจาะช่องแสงให้โปร่งสว่าง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งานมากขึ้น ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ แถมยังลดการใช้ไฟฟ้าในจุดนี้ได้ด้วย

2. ห้องนั่งเล่น

ห้องนี้เป็นจุดรวมของสมาชิกในบ้าน ใช้งานค่อนข้างมาก จึงจำเป็นต้องมีแสงสว่างที่เพียงพอ การจัดสรรปันส่วนให้ห้องนี้ได้รับแสงที่พอเหมาะ จะทำให้ห้องดูโล่ง และรู้สึกสบายตา หากติดช่องแสงบริเวณนี้ ควรดูปริมาณของแสง รวมถึงทิศทางที่แสงตกกระทบด้วย เพราะถ้าแสงเข้มบวกกับช่องแสงใหญ่เกินไป จะทำให้รู้สึกร้อน หรือแสบตาได้


7 จุดสำคัญของบ้านชั้นเดียว ที่ควรติดช่องแสงสกายไลท์ คลิ๊กที่นี่ https://www.gurubaan.com/บ้านชั้นเดียว/

4
การควบคุมเสียงสำหรับอาคาร เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการออกแบบเพื่อให้เกิดความเหมาะสมในการใช้งาน ของแต่ละพื้นที่ใช้สอยในอาคาร โดยเสียงที่มีผลกระทบต่ออาคารจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือเสียงจากภายนอกอาคาร (External Noises) และเสียงจากภายในอาคา(Internal Noises)การป้องกันเสียงจากภายนอก สามารถที่จะป้องกันเสียงได้ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้

1) ควบคุมด้วยระยะทาง ทุกระยะห่างจากต้นกำเนิดเสียง ความดังของเสียงจะลดลง อาทิ หากที่ดินของบ้านอยู่ติดถนนหรือบริเวณที่มีเสียงรบกวน อาจจะต้องวางตำแหน่งอาคารให้ไกลออกจากถนนให้มากเท่าที่จะทำได้
2)หลีกเลี่ยงบริเวณที่เสียงกระทบโดยตรง อาทิ การทำแผงหรือผนังกันเสียง ซึ่งอาจเป็นผนัง แนวรั้ว แนวต้นไม้ ที่จะช่วยกั้นเสียงและลดความเข้มของ เสียงโดยตรงก่อนที่จะที่จะถึงอาคาร
3) การวางผังอาคาร โดยให้พื้นที่ใช้สอยส่วนที่ไม่ต้องการความเงียบมากเป็นตัวป้องกันเสียง หรือกำหนดตำแหน่งช่องเปิดของอาคารหลีกเลี่ยงแนวทางของเสียง
4) การเลือกใช้วัสดุกันเสียงให้กับกรอบอาคาร
อาทิ การบุฉนวนใยแก้วให้กับผนังกรอบอาคาร การเลือกใช้กระจกสองชั้น หรือการใส่ฉนวนกันเสียงให้กับส่วนหลังคาอาคาร

ส่วนการป้องกันเสียงจากภายในอาคาร จะแบ่งเสียงภายในออกเป็น 2 ประเภท คือ เสียงโดยตรง(Direct Noise) และเสียงสะท้อน (Reverberant Noise) สามารถที่จะป้องกันเสียงได้ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้

1)ลดเสียงจากแหล่งกำเนิด เสียงโดยตรง สามารถลดได้ด้วยการใช้แผงกั้นระหว่างต้นกำเนิดเสียงกับผู้ฟังเก็บต้นกำเนิดเสียงไว้ในกล่อง /ห้องที่ปิดมิดชิดที่ทำด้วยวัสดุป้องกันเสียง / ห้องที่มีผนังหนาทึบ หรือทำพื้นสองชั้นที่มีความยืดหยุ่นรองรับเครื่องกล เพื่อช่วยลด Structure-borne Sound ส่วนเสียงสะท้อนสามารถลดโดยการใช้วัสดุดูดซึมเสียงที่ผนัง โดยเฉพาะด้านที่ทำให้เกิดเสียงสะท้อนมาก
2) ลดเสียงที่มาตกกระทบ โดยการวัสดุดูดซับเสียง และวัสดุป้องกันเสียง อาทิ การใช้แผ่นฉนวนเยื่อกระดาษบุเสริมตรงผนังด้านที่เป็นทางต้นกำเนิดเสียง หรือบุแผ่นชานอ้อยเพื่อดูดซับเสียงในโรงแสดงมหรสพ
3) การวางผังอาคาร โดยการแยกบริเวณที่มีเสียงดัง ออกจากบริเวณที่ต้องการความเงียบ หรืออาจจะกั้นพื้นที่สองส่วนนี้ด้วยห้องอื่น


ฉนวนกันเสียง การดูดซับเสียง/ควบคุมเสียง คลิ๊กที่นี่ https://www.ฉนวนกันเสียง.com/ฉนวนกันเสียงดัง/

5
ภาชนะที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายที่สำคัญตามลำดับในบ้านของท่านผู้อ่าน ได้แก่

1. โอ่งน้ำใช้
2. ขาตู้กันมด
3. โอ่งน้ำดื่ม
4. ถังซีเมนต์ในห้องน้ำ
5. ภาชนะอื่น ๆ เช่น จานรอง กระถางต้นไม้ ไห แจกันพลูด่าง ยางรถยนต์ ที่ใส่น้ำให้สัตว์ เป็นต้น
6. โอ่งซีเมนต์ขนาดใหญ่ (โอ่งจัมโบ้)
ท่านควรจะหาเวลาสำรวจภาชนะเหล่านี้เป็นประจำ ถ้าพบว่ามีลูกน้ำก็แน่ใจได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าเป็นลูกน้ำยุงลาย
การป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด เช่น ครอบมุ้งเวลาลูก ๆ นอนตอนกลางวัน หรือจุดยากันยุง ฉีดพ่นยากันยุง เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่การกำจัดลูกน้ำยุงก่อนที่จะกลายเป็นยุงลาย เป็นสิ่งที่แก้ปัญหาตรงต้นเหตุและได้ผลดีกว่า ซึ่งท่านสามารถจะดำเนินการได้ด้วยตนเอง และจะดียิ่งขึ้นถ้าท่านชักชวนเพื่อนบ้านใกล้เคียงกำจัดลูกน้ำยุงลายไปพร้อมกัน

การกำจัดลูกน้ำยุงลายที่เกิดในแต่ละภาชนะ
ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำง่าย ๆ แต่ได้ผลดีในการกำจัดลูกน้ำยุงลายที่เกิดในแต่ละภาชนะ

1. ภาชนะที่เก็บน้ำไว้เพื่อกิน หรือใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น โอ่งน้ำดื่ม หรือโอ่งน้ำใช้ โอ่งซีเมนต์ในห้องน้ำ ฯลฯ ให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างการใส่ทรายอะเบท หรือการปล่อยปลาหางนกยูง หรือปลาสอด หรือปลากัดเพื่อกินลูกน้ำ และถ้าปิดฝาได้ก็ยิ่งดีใหญ่ เพราะยุงจะลงไปไข่ลำบากขึ้น

ทรายอะเบทเป็นทรายที่เคลือบยาฆ่าลูกน้ำ แต่ไม่มีอันตรายต่อคน ยาที่เคลือบอยู่จะค่อย ๆ ละลายออกมาและมีฤทธิ์อยู่นาน 3 เดือน ดังนั้น จึงต้องเติมทรายอะเบททุก 3 เดือน ปริมาณที่ใช้คือ 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 10 ปี๊บ (โอ่งมังกร)

การปล่อยปลากินลูกน้ำจะปล่อยโอ่งละ 2 ตัว และถ้าปลาหายไปให้เพิ่มปลาเท่าเดิม สามารถขอปลานี้ได้จากสถานบริการสาธารณสุขระดับจังหวัดและอำเภอทั่วไป

ท่านควรจะตัดสินใจเลือกใช้วิธีที่ท่านชอบ เพราะทั้งสองวิธีได้ผลทั้งคู่ ในกรณีที่ไม่ทำทั้งสองอย่าง อย่างน้อยก็ขอให้ท่านปิดผาโอ่งมิดชิดด้วยฝาหรือตาข่ายพลาสติกหรือผ้าพลาสติก และล้างขัดถูผิวภายในโอ่ง และเทน้ำทิ้งทุก 7 วัน

2. ขาตู้กันมด มักจะใส่น้ำหล่อไว้เพื่อกันมดไต่ขาตู้กับข้าว เราควรจะเปลี่ยนมาใส่ขี้เถ้าที่เกิดจากถ่านหรือฟืนแทน หรือใส่น้ำมันขี้โล้ น้ำมันดีเซล หรือน้ำมันอะไรก็ได้แทนน้ำ นอกจากจะไม่ต้องคอยเติมแล้ว ยังกันมดได้ดี และที่สำคัญยุงลายไม่ลงไปวางไข่แน่นอน


วิธีป้องกันและ กำจัดลูกน้ำยุงลาย ด้วยผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน คลิ๊กที่นี่ https://www.bcithailand.net/กำจัดลูกน้ำยุงลาย/

6
เพื่อนๆ คนไหนที่กำลังจะรับ เลี้ยงหมา ที่แสนน่ารักตัวใหม่เข้าบ้าน แต่ยังคิดไม่ตกว่าควรซื้ออุปกรณ์อะไรบ้างที่จำเป็นต่อการเริ่มเลี้ยงสุนัข ได้รวบรวมสิ่งของจำเป็นมาไว้ให้คุณเรียบร้อยแล้วค่ะ

การที่เราจะมีสุนัขสักตัวเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัว สิ่งหนึ่งที่ต้องเตรียมพร้อมก็คงหนีไม่พ้นข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ สำหรับสุนัข ซึ่งเราต้องเตรียมสิ่งของเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะนำสุนัขเข้าบ้าน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับผู้เลี้ยง และสะดวกต่อการทำความรู้จักกับเจ้าหมา ให้มากขึ้นนั่นเองค่ะ ซึ่งวันนี้น้องแมวสีเทาได้รวบรวมข้อมูลมาให้หมดแล้วค่ะ อย่ารอช้า… ตามมาดูกันเลย


1.ชามใส่อาหารและน้ำ
ปัจจัยอันดับแรกที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ชามอาหาร และ ชามน้ำ ด้วยความที่ลูกสุนัขมักมีนิสัยขี้เล่น ซุกซน เพื่อนๆ จึงควรมองหาชามที่ไม่คว่ำง่าย สามารถทำความสะอาดได้สะดวก ควรแยกชามอาหารและชามน้ำเป็นอย่างละใบให้ชัดเจน เพื่อให้บริเวณที่เขาทานอาหารสะอาดอยู่เสมอ โดยเริ่มต้นจากชามขนาดเล็กก่อนก็ได้ค่ะ แล้วจึงค่อยเปลี่ยนเป็นชามขนาดใหญ่เมื่อลูกสุนัขของเพื่อนๆ โตขึ้น ซึ่งชามเองมีหลายประเภทให้เลือกใช้งาน เช่น ชามสแตนเลส ชามพลาสติก ชามกันมด เป็นต้น


2.ปลอกคอ
ปลอกคอมีให้เลือกหลากหลายแบบ เช่น ปลอกคอไนล่อน ปลอกแบบรัดอก โซ่คล้องคอ ปลอกคอแบบปรับขนาดความยาวได้ ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน อย่าลืมติดป้ายชื่อไว้ที่ปลอกคอ โดยระบุชื่อของลูกสุนัข ที่อยู่ และเบอร์ติดต่อเอาไว้ด้วย ปลอกคอของลูกสุนัขควรทำจากไนลอน หรือหนังที่มีน้ำหนักเบา ขนาดที่เหมาะสม ซึ่งวัดได้จากการวัดรอบคอน้องหมา บวกเพิ่มไปอีก 2 นิ้ว เพื่อให้มั่นใจว่าปลอกคอนั้นพอดีกับขนาดคอ โดยลองสอดนิ้ว 2 นิ้วเข้าไประหว่างปลอกคอของลูกสุนัข หากสามารถขยับได้สบาย แปลว่าปลอกคอนั้นขนาดกำลังดี ถ้าหากเหลือพื้นที่ระหว่างนิ้วกับปลอกคอมากเกินไป แปลว่าปลอกคอนั้นหลวม แต่ถ้าหากไม่สามารถสอดนิ้วเข้าไปได้ แปลว่าเพื่อนๆ อาจต้องเลือกปลอกคอใหม่ หรือปรับขนาดของปลอกคอให้พอดี รวมถึงอาจต้องให้เวลาลูกหมาสักพัก เพื่อให้เขาทำความคุ้นเคยกับการใส่ปลอกคอ หากเห็นว่าลูกสุนัขอึดอัด หรือพยายามตะกุยเพื่อเอาปลอกคอออก ก็พยายามปรับขนาดให้พอดี อย่างไรก็ตามอย่าลืมคอยปรับขนาดปลอกคอให้พอดีกับร่างกายของลูกสุนัขเมื่อเขาโตขึ้นด้วยนะคะ


ของใช้จำเป็น ในการ เลี้ยงหมา ที่คุณรัก!!! ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.plawharn.com/category/animal/

7
ผู้ผลิตรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ แห่จองพื้นที่งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35″ หรือ The 35th Thailand International Motor Expo 2018 วันแรกค่ายรถยนต์ จองไปแล้ว 95 % ด้านรถจักรยานยนต์ ทะลุถึง 110 % เตรียมเปิดตัวรถใหม่ตามแนวคิด “ขับสนุก ! ก่อนยุคไร้คนขับ” หวังกวาดยอดขายส่งท้ายปี

ช่วงเช้า (6 มิถุนายน 2561) เป็นการแถลงข่าวเพื่ออัพเดทข่าวสารความเคลื่อนไหวในแวดวงยานยนต์ พร้อมเปิดจองพื้นที่งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35″ ต่อสื่อมวลชน

สำหรับบรรยากาศการจองพื้นที่ในช่วงบ่ายของผู้ผลิตรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ปีนี้ปิดการขายไปด้วยเวลาอันสั้นเพียง 30 นาที ถึงแม้จะมีการพักเบรค 5 นาทีด้วยก็ตาม โดยค่ายรถยนต์จับจองพื้นที่ไปถึง 95 % ส่วนรถจักรยานยนต์ ขยายพื้นที่ไปถึง 110 % โดยผังพื้นที่ใกล้เคียงกับงานปีที่ผ่านมา (อาจปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม) นั่นคือพื้นที่จัดงานรวมทั้งสิ้น 80,000 ตารางเมตร แบ่งเป็น ภายในอาคารชาลเลนเจอร์ 60,000 ตารางเมตร สำหรับแสดงรถยนต์ รถจักรยานยนต์ อุปกรณ์เกี่ยวเนื่อง และภายนอกอาคารอีก 20,000 ตารางเมตร สำหรับจัดกิจกรรมกลางแจ้งอื่นๆ โดยพื้นที่รถยนต์ จะมีทั้งพื้นที่ขนาดใหญ่ และขนาดเล็ก เพื่อตอบสนองความต้องการของบริษัทรถยนต์ รวมถึงได้ขยายพื้นที่แสดงรถยนต์เพิ่มขึ้น

การจองพื้นที่งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 35” ยังคงให้ความยุติธรรม และความเสมอภาคแก่ผู้สนใจทุกราย โดยใช้คะแนนเป็นเกณฑ์ตัดสิน ไม่มีการให้สิทธิพิเศษ และปีนี้จะนำกฎเกณฑ์การหักคะแนนมาใช้เป็นปีแรก โดยบริษัทรถยนต์ที่ไม่นำรถมาแสดงตามที่ระบุในแบบสอบถามในงานปีก่อน จะถูกหักคะแนนของปีนี้ ยกเว้นว่ามีการนำสินค้ามาแสดงทดแทน สาเหตุที่ต้องหักคะแนน เนื่องจากปีที่ผ่านมา แต่ละบริษัทชนะกันเพียง 1-2 คะแนน จึงไม่ต้องการให้เกิดข้อครหาในการจองพื้นที่ จากกฎกติกาที่กล่าวข้างต้นจึงทำให้ปิดการจองพื้นที่ไปด้วยเวลาอันสั้นนั่นเอง (ท่านสามารถดูเกณฑ์ในการตัดสินได้ที่นี่)

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน เปิดเผยในช่วงแถลงข่าวว่า “บริษัทรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และอุปกรณ์เกี่ยวเนื่อง ให้ความสนใจจองพื้นที่งานปีนี้มากเป็นพิเศษ เนื่องจากตลาดรถยนต์กำลังเติบโตต่อเนื่อง โดย 4 เดือนแรกของปีนี้มียอดจำหน่ายรถยนต์เพิ่มขึ้นกว่า 15 % เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา”


มอเตอร์เอ็กโปร์ 2018 : จองพื้นที่วันแรกคึกคัก ค่ายรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ คลิ๊กที่นี่ https://www.checkraka.com/motorexpo/


8
ธุรกิจ งาน / บัตรเครดิต กสิกรไทย CGA/SFT
« เมื่อ: ตุลาคม 19, 2018, 10:49:08 AM »
บัตรเครดิตร่วม CGA/SFT-กสิกรไทย ถือแล้วภูมิใจ ใช้แล้วได้บุญ

วงเงินหมุนเวียนถาวร

- วงเงินหมุนเวียนถาวร ตั้งแต่ 30,000 บาท ขึ้นไป
- สำหรับบัตรคลาสสิก ตั้งแต่ 45,000 บาท ขึ้นไป
- สำหรับบัตรทอง และ บัตรแพลทินัม ตั้งแต่ 75,000
  บาท ขึ้นไป
- โดยที่วงเงินรวมของบัตรสูงสุด เมื่ออนุมัติครั้งแรก
  ไม่เกิน 2 เท่าของรายได้

ไม่เสียค่าธรรมเนียม

ชำระค่าเล่าเรียนด้วยบัตรเครดิตร่วม
CGA/SFT - สิกรไทย ไม่เสียค่าธรรมเนียม*

คุณสมบัติของผู้สมัคร

ผู้สมัครบัตรหลัก ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

กรณีมีรายได้ตั้งแต่ 15,000 บาท แต่ไม่ถึง 20,000 บาท ต้องมีอายุตั้งแต่ 20 ปี แต่ไม่เกิน 45 ปี
กรณีมีรายได้ตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป ต้องมีอายุตั้งแต่ 20 ปีแต่ไม่เกิน 80 ปี
* กรณีเป็นผู้มีรายได้ประจำ : ต้องมีอายุงานตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป
* กรณีเป็นผู้มีเงินออม : มีเงินฝากประจำและ/ หรือ เงินฝากออมทรัพย์ที่ธนาคารพาณิชย์ใดๆ ไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน
* กรณีเป็นผู้ประกอบการ : ต้องดำเนินการธุรกิจมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี
* สำหรับชาวต่างประเทศที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย ต้องมีรายได้ประจำตั้งแต่ 50,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป

เอกสารประกอบการสมัครบัตรหลัก (เอกสารหลัก)

สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนที่ยังไม่หมดอายุ/สำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการ
สำเนาทะเบียนบ้าน (กรณีไม่ปรากฏหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลักในสำเนาบัตรดังกล่าว)
สำเนา Passport, Visa และ Work Permit ที่ยังไม่หมดอายุ (สำหรับชาวต่างประเทศที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย)

เอกสารแสดงรายได้ กรณีเป็นผู้มีรายได้ประจำ เช่น พนักงานบริษัท,ข้าราชการ,พนักงานรัฐวิสาหกิจ

สลิปเงินเดือนหรือหนังสือรับรองรายได้ (อายุไม่เกิน 3 เดือน)
- กรณียื่นหนังสือรับรองรายได้และรับเงินเดือนเป็นเงินสดต้องแนบหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ปีล่าสุด หรือ 6 เดือนย้อนหลังเป็นอย่างน้อย
- กรณียื่นหนังสือรับรองรายได้และรับเงินเดือนผ่านบัญชีธนาคาร ต้องแนบ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) ปีล่าสุด 6 เดือน ย้อนหลังเป็นอย่างน้อย หรือ KBank Statement อย่างน้อย 3 เดือนย้อนหลัง ที่แสดงรายการเงินเดือนเข้าบัญชี

บัตรเครดิต กสิกรไทย CGA/SFT  คลิ๊กที่นี่ https://access.amot.in.th/?affiliate=TkRBeE1URT0

9
ถ้าพูดถึง สัตว์เลี้ยง อย่างน้องหมาสายพันธุ์ที่ชอบว่ายน้ำ เพื่อนๆ ทราบไหมคะ ว่าจริงๆ แล้วมีสายพันธุ์อะไรกันแน่ ที่ชอบว่ายน้ำตั้งแต่ยังเล็ก เห็นน้ำที่ไหนเป็นต้องกระโดดลงไปเล่นให้ได้เลยค่ะ ทำเอาเจ้าของหลายคนถึงกับเหนื่อย เพราะเป็นสายพันธุ์ที่มีความแข็งแรง และมีความคล่องตัวสูง จึงทำให้สุนัขพวกนี้รักการว่ายน้ำเป็นชีวิตจิตใจนั่นเอง แล้วเพื่อนๆ อยากรู้กันหรือยังคะ ว่ามีสายพันธุ์อะไรบ้าง ที่เป็นสุดยอดสัตว์เลี้ยงนักว่ายน้ำ ถ้าอย่างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ

สุดยอดสัตว์เลี้ยงนักว่ายน้ำ

1.สุนัขสายพันธุ์ Labrador Retriever

เป็นสายพันธุ์ที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดีเลย สุนัขที่มีรูปร่างใหญ่ เป็นมิตรกับมนุษย์ มีความเฉลียวฉลาด เมื่อได้ฝึกฝน มันจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้เป็นอย่างดี จึงไม่แปลกเลยที่สัตว์เลี้ยงตัวนี้จะเป็นเพื่อนที่แสนดีของหลายๆ คน นอกจากจะชอบการออกกำลังกายแล้ว มันยังชอบว่ายน้ำ ถ้าได้ออกไปเดินเล่น หรือท่องเที่ยวในสถานที่ที่มีทะเล แม่น้ำ หรือสระว่ายน้ำละก็ มันจะแอบลงไปแหวกว่าย จึงไม่แปลกเลยที่สุนัขสายพันธุ์นี้มีกล้ามเนื้อ แข็งแรง และพละกำลังมากล้นเหลือเกินค่ะ

2.สุนัขสายพันธุ์ Golden Retriever

อีกหนึ่งสายพันธุ์ ที่อยู่ในตระกูลเดียวกับ Labrador Retriever จะมีนิสัยคล้ายๆ กัน จึงได้รับความนิยมจากคนเลี้ยงเช่นกัน มันเป็นสุนัขที่มีต้นกำเนิดมาเพื่อล่าสัตว์ที่อยู่ริมน้ำนั่นเอง ด้วยบุคลิกที่โดดเด่นของมัน จึงทำให้มันชอบลงไปในที่ที่มีน้ำ ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำ กระถางบัว บ่อปลา หรือแม้แต่ชามใส่น้ำของตัวมันเอง ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้พวกมันชอบการว่ายน้ำเป็นชีวิตจิตใจ ถ้าโยนของแล้ว พวกมันจะว่ายน้ำไปคาบกลับมาอย่างสนุกสนาน อยู่แบบนั้นได้ทั้งวันเลยค่ะ โห…ว่ายน้ำเก่งขนาดนี้ สมแล้วที่เป็นน้องหมาพันธุ์รีทรีฟเวอร์

3.สุนัขสายพันธุ์ Newfoundland

น้องหมาสายพันธุ์นี้ ไม่ค่อยเห็นในเมืองไทยสักเท่าไร เป็นหมาที่ว่านอนสอนง่าย และเงียบมากที่สุด ที่มีไซส์ที่ใหญ่ยักษ์มากๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะ คุณต้องมีพื้นที่รอบบ้านที่กว้างขวางมากจริงๆ เป็นหมาที่มีความกล้าหาญ ชาญฉลาด มีความคล่องตัว แข็งแรง มีท่าทางการเดินที่สง่างาม นิสัยที่น่ารัก ขี้อ้อน และรักเด็กอีกด้วยค่ะ ที่สำคัญเป็นสายพันธุ์ที่รักการว่ายน้ำมากๆ ว่ายน้ำเก่งมาตั้งแต่เล็ก และยังว่ายน้ำได้ไกลมากอีกด้วย ว้าว…เก่งจริงๆ เลยค่ะ


มารู้จักสายพันธุ์สัตว์เลี้ยงนักว่ายน้ำกันดีกว่า คลิ๊กที่นี่ https://www.petcitiz.info/สัตว์เลี้ยง/

10
คุณสามารถสร้างบ้านได้จากสิ่งของเหลือใช้ เช่น ขวดแก้ว กระป๋อง แผงไข่ ฯลฯ เพียงแค่คุณมีไอเดียสร้างสรรค์

สมัยนี้เราหาซื้อบ้านสวยๆ ได้ง่าย เหมือนเดินเข้าร้านสะดวกซื้อ มีให้เลือกหลายรูปแบบ หลายสไตล์ แต่ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากมีบ้านสุดแปลก แหวกแนว งดงามไม่ซ้ำใคร วันนี้เรามีไอเดียแบบบ้านเก๋ๆ ที่สร้างมาจากขยะให้คุณได้ชมค่ะ จะเลิศเลอขนาดไหน ตามไปดูกันเลย!

1.บ้านขวดแก้ว
การสร้างบ้านด้วยขวดแก้ว จะไม่ใช้ขวดเป็นโครงสร้างโดยตรง แต่ใช้วัสดุอื่นเป็นโครงสร้าง หากใช้ขวดแก้วสร้างเป็นผนังต้องทำให้แข็งแรง มีความหนาเกือบเท่ากับขวดแก้วที่ใช้ โดยมีส่วนปากขวดโผล่ออกมาเท่านั้น ส่วนตัวประสานสามารถดินใช้ ผสมได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ปูนเพียงอย่างเดียว เพราะดินมีความยืดหยุ่นดีกว่าปูนซีเมนต์ การก่อขึ้นทรง ควรหนากว่าการก่ออิฐสักเล็กน้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขวดที่ใช้งานด้วยค่ะ

2.บ้านแผงไข่
แม้จะเป็นวัสดุสร้างบ้านที่ดูเหมือนไม่ค่อยแข็งแรง น่าจะพังลงได้ง่ายๆ แต่ก็สามารถสร้างใช้งานได้จริง และมีความมั่นคง เพียงคุณนำแผงไข่มาต่อกัน โดยใช้อะไรก็ได้ที่สามารถทำให้แผงไข่ติดกันได้ หากคุณต้องการบ้านขนาดใหญ่ ต้องใช้แผงไข่เป็นจำนวนมากจึงจะออกมาเป็นรูปแบบบ้านในฝันของคุณ แม้แผงไข่จะไม่ค่อยมีความแข็งแรง แต่เมื่อนำมาก่อร่างสร้างตัวเป็นบ้านแล้ว จะมีความแข็งแรงอย่างมาก ซึ่งแน่นอนว่าสามารถใช้พักอาศัยได้จริง ที่สำคัญแผงไข่ยังเก็บเสียงรบกวนได้ดีอีกด้วยนะ

3.บ้านจากตู้คอนเทนเนอร์
สำหรับตู้คอนเทนเนอร์ เป็นตู้ไว้สำหรับขนสินค้าซึ่งพบเห็นได้ตามท่าเรือ หรือรถเทรลเลอร์ขนสินค้า ยิ่งใช้งานมากก็ยิ่งเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา จึงเหมาะอย่างมากที่จะนำมาสร้างเป็นบ้าน หรือออฟฟิศ เพียงนำตู้สัก 2 ตู้ มาประกอบเข้าด้วยกัน โดยเว้นตรงกลางไว้ติดกระจก หรือคุณสามารถออกแบบได้ตามใจชอบเลยค่ะ ถึงตู้คอนเทรนเนอร์จะมีราคาแพงหน่อย แต่เมื่อเทียบระยะเวลาในการปลูกบ้าน หรือแม้กระทั่งจำนวนเงินแล้ว ตู้คอนเทรนเนอร์นี่แหละค่ะ คุ้มสุดๆ แถมยังได้บ้านสุดฮิพไม่เหมือนใคร

4.บ้านเศษเหล็ก
เศษเหล็กชิ้นเล็กชิ้นน้อย สามารถนำมาสร้างที่อยู่อาศัยได้ แม้ขั้นตอนการสร้างจะดูค่อนข้างยาก แต่คงไม่ยากเกินไปสำหรับคนที่อยากได้บ้านสวยเก๋ไม่ซ้ำใคร สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เตรียมเศษเหล็ก หากมีจำนวนเยอะก็ยิ่งดี จะได้ไม่รู้สึกขาดช่วงขณะลงมือสร้าง รวมถึงเรื่องการอกแบบ หากไม่แน่ใจว่าจะสร้างบ้านทรงไหน สไตล์ไหน ลองเสิร์ชรูปจากอากู๋ (google) ไว้ดูเป็นแรงบันดาลใจก่อนก็ได้ค่ะ


มาดู…บ้านชั้นเดียวสุดเจ๋งสร้างจากกองขยะกันเถอะ คลิ๊กที่นี่ https://www.gurubaan.com/บ้านชั้นเดียว/

11
Funky Villa ถูกออกแบบให้เป็นเหมือนบ้านพักชานเมืองหรือวิลล่าส่วนตัว สำหรับสังสรรค์เฮฮาปาร์ตี้กับเพื่อนฝูง ตกแต่งเก๋ไก๋ในแบบสถาปัตยกรรมยุค 70 ผสมความโมเดิร์นด้วยการนำวัสดุอย่างหิน อิฐ ไม้ มาใช้เพิ่มความเป็นธรรมชาติ แบ่งพื้นที่เป็น 3 โซน ได้แก่ Outdoor Terrace สำหรับพักผ่อนในบรรยากาศผ่อนคลาย และนั่งฟังเพลงเบา ๆ, โซน Wine & Cigar Bar ที่ให้คนรักไวน์และซิการ์มารวมตัวกัน และโซน Live ที่จะให้นักเต้นทั้งหลายได้ปลดปล่อยตัวเองด้วยการแดนซ์ให้มันกระจายแบบสุดเหวี่ยงนั่นเอง

เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวันเวลา 19.00-02.00 น.
ที่อยู่ : ทองหล่อ ซอย 10 หรือ เอกมัย ซอย 5 กรุงเทพฯ

I Darts Angels

ถือเป็นร้านเหล้าอีกหนึ่งร้านที่วัยรุ่นแนวใหม่ชื่นชอบมากเป็นพิเศษ เพราะที่นี่เรียกได้ว่าเป็นแหล่งเริ่มต้นเรียนรู้ประสบการณ์ในการเที่ยวผับ ภายใต้แนวคิด “Entertain bar & Restaurant” ภายในร้านตกแต่งอย่างหรูหราและสวยงาม พร้อมกับเครื่องเล่น Dartslive หรือตู้เกมออนไลน์ และกิจกรรมสนุก ๆ อื่น ๆ อีกมากมาย เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบแนวดนตรีที่หลากหลาย โดยทางร้านเป็นหนึ่งในร้านเดียวในย่าน RCA ที่มีโคโยตี้ นอกจากนี้ ยังถือเป็นสถานที่สำหรับสามารถพัฒนาฝีมือในเกมปาร์ตี้ เช่น jackpot, bull-eye, cricket 4 และreflex และอื่น ๆ อีกด้วย

เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา 18.00-02.00 น.
ที่อยู่ : 18 ซอยสุขุมวิท 63 ชั้น 1 โซน A โครงการพาร์คเลนเอกมัย ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ

Narz

อีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวยามค่ำคืนที่ผสมผสานความลงตัวด้านดนตรีที่มีในแต่ละแนวได้อย่างลงตัว ทางร้านเน้นความทันสมัยด้วยเทคโนโลยี แถมยังสามารถเลือกพักผ่อนได้ตามอิสระตามแนวดนตรีที่ชื่นชอบ ภายในร้านมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 โซน คือ ชั้นแรกเป็นโซน Narcissus เน้นการเปิดเพลงแนวดนตรี Trance, House ตกแต่งสไตล์โมลิค ผสมผสานกับแนว Modern ส่วนโซนที่ 2 เป็นโซน Zealot เน้นการเปิดเพลงแบบ Hip Hop และ Urben ซึ่งการตกแต่งภายในโซนนี้เน้นสไตล์ลายเส้น ที่มีความโค้ง ผสมผสานกับการเล่นระดับพื้นที่ และโซนสุดท้ายเป็น Riper เน้นดนตรีแนว Live Band ภายในห้องตกแต่งในสไตล์อวกาศ

เวลาเปิด-ปิด : เปิดบริการทุกวัน เวลา 19.00-02.00 น.
ที่อยู่ : 112 สุขุมวิท 23 คลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ


ผับที่รวบรวม แหล่งท่องเที่ยวยามค่ำคืนเอาทุกความต้องการ มาตอบโจทย์ในที่เดียว คลิ๊กที่นี่ http://tomorrowland.club/ผับ/

12
ที่เที่ยวน้ำใสจากธรรมชาติ หนึ่งในที่เที่ยวสุดอันซีนของไทย น้ำใสชวนน่าเล่นและถ่ายรูป บอกเลยว่าแต่ละที่สวยไม่แพ้ต่างประเทศเลยทีเดียว

จริง ๆ แล้วเมืองไทยเต็มไปด้วยที่เที่ยวสุดอันซีนมากมาย รอให้นักท่องเที่ยวได้เดินทางออกไปค้นหา แต่หนึ่งในที่เที่ยวสุดอันซีนที่เราอยากแนะนำ บอกเลยว่า…ใครเห็นแล้วจะต้องชอบ กับที่เที่ยวน้ำใสกิ๊ง ลองได้เห็นเป็นต้องร้องว้าว !!! เพราะสวยเหมือนกับต่างประเทศเลยทีเดียวค่ะ แถมยังเป็นความสวยงามที่ธรรมชาติเป็นผู้สร้างขึ้นเองทั้งสิ้น ไหนแล้วมาลองดูสิว่า…เมืองไทยเรา มีที่เที่ยวน้ำใสกิ๊งจากธรรมชาติให้เราไปได้เที่ยวชมและถ่ายรูปสวย ๆ บ้าง

1. บ่อน้ำเดือด จังหวัดลพบุรี

สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับฉายาว่า “บลูลากูนเมืองไทย” มีลักษณะเป็นบ่อน้ำสีฟ้าใส ขอบบ่อกว้างพอสมควร การเกิดบ่อน้ำเดือดนี้มาจากบริเวณดังกล่าวมีตาน้ำอยู่ด้านล่าง ซึ่งเมื่อผุดขึ้นมาจากใต้ดินผ่านชั้นหินต่าง ๆ ผสมผสานกับแร่ธาตุหลายอย่าง จึงทำให้น้ำใส และมีสีฟ้าสวยงาม โดย ทางเจ้าหน้าที่อนุญาตให้หย่อนขาลงไปได้ในบริเวณที่จัดไว้ให้เท่านั้น ไม่อนุญาตให้ลงเล่นน้ำ เพราะจะทำให้น้ำขุ่นและอาจจะเป็นการรบกวนต่อธรรมชาติ

ที่ตั้ง : วัดบ่อน้ำเดือด ตำบลน้ำสุด อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี


2. ป่าต้นน้ำบ้านน้ำราด จังหวัดสุราษฎร์ธานี

มีลักษณะเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์และสวยงาม โดยมี “ตาน้ำ” เป็นหัวใจหลักของป่าต้นน้ำแห่งนี้ น้ำที่ผุดขึ้นมาจากพื้นดินนั้นไหลลอดใต้ภูเขาผ่านออกมายังจุดที่เรียกว่าตาน้ำ ซึ่งเป็นน้ำที่ใสบริสุทธิ์และชาวบ้านก็เชื่อว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ นักท่องเที่ยวสามารถลงเล่นน้ำและพายเรือ เพื่อชื่นชมความสวยงามของป่าพรุ ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวเองก็ควรที่จะปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้เอาไว้


ที่ ท่องเทียว น้ำใสจากธรรมชาติ อันซีนแบบนี้ต้องรีบมาเช็กอิน ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://www.plawharn.com/

13
การตกแต่งรถกระบะเพื่อความสวยงามและตกแต่งเพื่อนำไปใช้ให้เหมาะกับงานนั้นสมัยนี้นิยมแต่งเป็นรถ OFF ROAD ท่านเจ้าของรถกระบะทีต้องการแต่งรถก่อนนำรถไปทำการตกแต่งควรจะต้องมีการศึกษาแนวทางเพื่อการตกแต่งที่ถูกต้องและเหมาะกับตัวรถของท่านตามหลักการที่ถูกต้อง

การยกสูงแบ่งได้เป็น 2 วิธีใหญ่ๆคือ

1. แบบยกตัวถัง
2. แบบปรับปรุงยกช่วงล่าง

*รถที่นำมาตกแต่งใช้ได้ทั้งรถขับเคลื่อน 2 ล้อและขับเคลื่อน 4 ล้อ

ก่อนเพิ่มความสูงต้องทำอย่างไร
– วัดความสูงเดิมของรถโดยวัดจากพื้นถึงอุโมงค์ล้อรถยนต์
– กำหนดขนาดล้อที่ต้องการจะเปลี่ยน (การยกสูงจ้องเปลี่ยนขนาดล้อใหญ่ขึ้น)
– กำหนดความสูงใหม่ของรถที่ต้องการเปลี่ยนเทียบกับขนาดยางใหม่อย่าให้ระยะอุโมงค์ล้อชิดเกินไป

การยกสูงแบบยกช่วงล่าง

ช่วงล่างด้านหน้า
– ทำการเปรับทอร์ชั่นบาร์ให้สูงขึ้น
– เปลี่ยนโช๊คอัพเป็นแบบใช้แก๊ส (เพื่อรับน้ำหนักและลดการสะเทือนและการทรงตัวที่ดีขึ้น)
– เปลี่ยนขนาดยางให้ใหญ่ขึ้น ช่วงล่างด้านหลัง
– เปลี่ยนโตงเตงแหนบหลังใหม่
– เปลี่ยนโช้คอัพเป็นแบบแก๊ส

*การยกสูงวิธีนี้ได้ความสูงพอประมาณ

การยกสูงแบบยกตัวถัง (ยกบอดี้) วิธีนี้จะได้ความสูงมากแต่ต้องเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมช่วงล่างมาก
– ยกตัวถังจากโครงรถ แล้วรองงด้วยชุดเสริมตัวถังทำด้วยเหล็ก ทุกจุด
– โช้คอัพ หน้า – หลัง เปลี่ยนเป็นแบบแก๊ส
– โช้คอัพหลังเพิ่มแหนบ 1 คู่กับล้อสะบัดเวลาออกตัว
– โช้คอัพยึดระหว่างเพลากับกระบะเพื่อไม่ให้กระบะโยน
– โช้คอัพกันพวงมาลัยสบัด เมื่อเวลาตกหลุมหรือใส่ล้อใหญ่ๆ
– เพิ่มเหล็กกันโคลง หม้อลมเบรค พวกมาลัดพาวเวอร์เพื่อเพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้ขับ


รถกระบะ Ford Ranger : เซียนกระบะ การยกสูงรถกระบะ คลิ๊กที่นี่ https://www.checkraka.com/car/ford/ranger/

14
การควบคุมเสียงสำหรับอาคาร เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการออกแบบเพื่อให้เกิดความเหมาะสมในการใช้งาน ของแต่ละพื้นที่ใช้สอยในอาคาร โดยเสียงที่มีผลกระทบต่ออาคารจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือเสียงจากภายนอกอาคาร (External Noises) และเสียงจากภายในอาคา(Internal Noises)การป้องกันเสียงจากภายนอก สามารถที่จะป้องกันเสียงได้ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้

1) ควบคุมด้วยระยะทาง ทุกระยะห่างจากต้นกำเนิดเสียง ความดังของเสียงจะลดลง อาทิ หากที่ดินของบ้านอยู่ติดถนนหรือบริเวณที่มีเสียงรบกวน อาจจะต้องวางตำแหน่งอาคารให้ไกลออกจากถนนให้มากเท่าที่จะทำได้
2)หลีกเลี่ยงบริเวณที่เสียงกระทบโดยตรง อาทิ การทำแผงหรือผนังกันเสียง ซึ่งอาจเป็นผนัง แนวรั้ว แนวต้นไม้ ที่จะช่วยกั้นเสียงและลดความเข้มของ เสียงโดยตรงก่อนที่จะที่จะถึงอาคาร
3) การวางผังอาคาร โดยให้พื้นที่ใช้สอยส่วนที่ไม่ต้องการความเงียบมากเป็นตัวป้องกันเสียง หรือกำหนดตำแหน่งช่องเปิดของอาคารหลีกเลี่ยงแนวทางของเสียง
4) การเลือกใช้วัสดุกันเสียงให้กับกรอบอาคาร
อาทิ การบุฉนวนใยแก้วให้กับผนังกรอบอาคาร การเลือกใช้กระจกสองชั้น หรือการใส่ฉนวนกันเสียงให้กับส่วนหลังคาอาคาร

ส่วนการป้องกันเสียงจากภายในอาคาร จะแบ่งเสียงภายในออกเป็น 2 ประเภท คือ เสียงโดยตรง(Direct Noise) และเสียงสะท้อน (Reverberant Noise) สามารถที่จะป้องกันเสียงได้ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้

1)ลดเสียงจากแหล่งกำเนิด เสียงโดยตรง สามารถลดได้ด้วยการใช้แผงกั้นระหว่างต้นกำเนิดเสียงกับผู้ฟังเก็บต้นกำเนิดเสียงไว้ในกล่อง /ห้องที่ปิดมิดชิดที่ทำด้วยวัสดุป้องกันเสียง / ห้องที่มีผนังหนาทึบ หรือทำพื้นสองชั้นที่มีความยืดหยุ่นรองรับเครื่องกล เพื่อช่วยลด Structure-borne Sound ส่วนเสียงสะท้อนสามารถลดโดยการใช้วัสดุดูดซึมเสียงที่ผนัง โดยเฉพาะด้านที่ทำให้เกิดเสียงสะท้อนมาก
2) ลดเสียงที่มาตกกระทบ โดยการวัสดุดูดซับเสียง และวัสดุป้องกันเสียง อาทิ การใช้แผ่นฉนวนเยื่อกระดาษบุเสริมตรงผนังด้านที่เป็นทางต้นกำเนิดเสียง หรือบุแผ่นชานอ้อยเพื่อดูดซับเสียงในโรงแสดงมหรสพ
3) การวางผังอาคาร โดยการแยกบริเวณที่มีเสียงดัง ออกจากบริเวณที่ต้องการความเงียบ หรืออาจจะกั้นพื้นที่สองส่วนนี้ด้วยห้องอื่น


ฉนวนกันเสียง การดูดซับเสียง/ควบคุมเสียง คลิ๊กที่นี่ https://www.ฉนวนกันเสียง.com/ฉนวนกันเสียงดัง/

15
ธนาคารออมสินขอต้อนรับท่านสู่โลกแห่งอภิสิทธิ์ของบัตรธนาคารออมสิน บัตรเครดิตที่ธนาคารได้คัดสรรอภิสิทธิ์ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์แห่งการใช้ชีวิตสมบูรณ์แบบ

วางใจ...ให้ออมสินดูแลทุกการใช้จ่ายของคุณ
บริการชำระค่าสินค้าและบริการผ่านร้านค้าออนไลน์ ด้วยบัตรเครดิตธนาคารออมสินให้คุณเพลิดเพลินกับทุกการใช้จ่ายบนโลกออนไลน์จากร้านโปรดทั่วทุกมุมโลก สะดวกง่ายดายเพียงปลายนิ้ว ปลอดภัย มั่นใจจากการทำรายการผ่านระบบ Verified by Visa มาตรฐานสากลจาก VISA

ช้อปปิ้งออนไลน์ แบบง่ายๆ ด้วยบัตรเครดิตธนาคารออมสิน
1.เลือกซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าออนไลน์ ที่รับบัตรเครดิต VISA
2. เลือกวิธีการชำระเงิน ด้วยบัตรเครดิตธนาคารออมสิน
3. กรอกข้อมูลรายละเอียดของบัตรเครดิตที่ต้องการชำระให้ถูกต้องครบถ้วน

ชื่อ นามสกุล ผู้ถือบัตร
หมายเลขหน้าบัตรเครดิต จำนวน 16 หลัก
วันบัตรหมดอายุ (เดือน/ปี)
หมายเลข CVV จำนวน 3 หลัก
ข้อมูลอื่นๆ ตามที่ร้านค้าออนไลน์ระบุ
4. กด Request OTP (ถ้ามี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและข้อกำหนดของร้านค้าออนไลน์) เพื่อรับรหัสผ่าน (OTP: One Time Password) โดย OTP ถูกส่งผ่าน SMS ไปยังเบอร์โทรศัพท์มือถือที่ท่านแจ้งไว้กับธนาคารตอนยื่นสมัครบัตรเครดิต หลังจากนั้นให้กรอกเลข OTP ในช่องที่ระบุ
5. กดยืนยันการทำรายการเพื่อชำระเงินผ่านบัตรเครดิตธนาคารออมสิน

บัตรเครดิตธนาคารออมสิน พรีเมี่ยม (GSB Premium Credit Card) คลิ๊กที่นี่ https://access.amot.in.th/?affiliate=TkRBeE1UQT0

หน้า: [1] 2 3 ... 23